บทสัมภาษณ์รุ่นพี่ที่ประทับใจ
พี่จิ๊บ หรือพี่อาทิริน พิริภัณฑ์
หัวหน้ากลุ่มในบริษัท ดวงฤทธิ์ บุญนาค จำกัด (DBALP)
การศึกษา - สถาปัตยกรรมศาสตร์
บัณฑิต (สถ.บ.) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง รุ่นปี 35
(พ.ศ. 2540)
- ปริญญาโท MASTER OF
ART (MA) in DESIGN FOR THE ENVIRONMENT : University of the Arts London (พ.ศ. 2547)
สวัสดีครับ พี่อาทิริน พี่อาทิริน
ช่วยเล่าประวัติส่วนตัวคร่าวๆ ว่าเข้าเรียนปีอะไร และเรียนต่อที่ไหน
อย่างไรหน่อยนะครับ
พี่เข้าศึกษาที่สถาปัตยกรรมศาสตร์ บัณฑิต (สถ.บ.)
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง รุ่นปี 35 จบปี 2540 ซึ่งเป็นปีที่เศรษฐกิจตกพอดี
ซึ่งจบมาก็ได้ทำงานกับอาจารย์ที่ลาดกระบังเป็นงาน Measure work งานอนุรักษ์ เขียนแบบอาคารเก่าที่ถนนถลาง จังหวัดภูเก็ต ทำอยู่ประมาณ 2-3 เดือน แล้วจึงออกมาทำงานที่บริษัทสถาปนิก สันธยาและคณะ ทำงานอยู่ประมาณ 4 ปี จึงออกมาทำงานส่วนตัว
และเรียนภาษาอังกฤษในไทยเพื่อเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษประมาณ 1 ปี จึงไปต่อที่ Master Of Art ปัจจุบันเป็น University
Of Art ในด้านสถาปัตยกรรม จึงกลับมาทำงานที่บริษัทดวงฤทธิ์
บุนนาค จํากัด ในปี 2546 จนถึงปัจจุบัน
พี่อาทิริน พอจะมี งานหรือผลงาน
ที่เป็นตัวอย่างในการปฏิบัติวิชาชีพ บ้างไหมครับ ?
พี่ก็มีงานทั้งงานบ้านและอาคารสาธารณะ
บ้านที่พี่ทำจะเป็นบ้านเดี่ยว ที่ศรีราชา พื้นที่ประมาณ 400 ตารางเมตร และโรงแรม X2-Resort ถ้าคิดว่าจะให้เป็นตัวอย่างก็คงได้หมด
เพราะงานของเราแต่ละชิ้นจะไม่สามารถเหมือนกันทุกชิ้น
แต่ถ้าจะให้เป็นอาคารตัวอย่างให้กับคนอื่นก็คงไม่ได้
แต่เป็นการเรียนรู้สำหรับเราเอง เพื่อหาแนวทางที่เข้ากับสภาพภูมิอากาศ ภูมิประเทศ
เป็นการทดลองว่ามันดีหรือยัง และเป็นที่ต้องการของลูกค้า ซึ่งในส่วนของ X2 ออกแบบตามบริบท เป็นการออกแบบให้ตรงกับวางผัง
เนื่องจากต้องใส่จำนวนที่พักให้ลงในพื้นที่ให้ได้และยังคงความเป็นส่วนตัวของแต่ละหลัง
ซึ่งเราจะใช้ภูมิทัศน์ของที่ตั้งมาเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันกับอาคาร
เช่นเอาผนังอาคารมาเป็นผนังของทางเดินอีกส่วนหนึ่ง
จะให้มาเป็นตัวอย่างของคนอื่นก็ไม่ได้ซะทีเดียว
และทำให้สถาปัตยกรรมกลมกลืนกับภูมิทัศน์
ไม่ใช่เดินเข้าไปแล้วเห็นสถาปัตยกรรมเด่นออกมา แบบว่านั่น ! ตึกอะไรน่ะ แต่ทำให้สถาปัตยกรรมเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่จริงๆ
แล้วส่วนอุปสรรค ในการทำงาน พี่อาทิรินประสบปัญหาใดบ้างครับ
?
อุปสรรคในการทำงาน
ส่วนใหญ่เป็นปัญหาที่เกิดกับลูกค้าหรือผู้ว่าจ้าง
เนื่องจากปัจจุบันเป็นยุคบริโภคข่าวสาร อะไรๆ ก็เร็วไปหมด
ซึ่งลูกค้ามีแบบในใจอยู่แล้วละ แต่สิ่งที่เขาเห็น
จะเหมือนสิ่งที่เราทำให้ได้อย่างไร ต้องสื่อสารให้ลูกค้าเข้าใจได้ว่าตรงนี้มันดีจริงๆ
ซึ่งมันต้องใช้พลังมาก
ส่วนตัวพี่อาทิริน ทำอย่างไรจึงทำให้ลูกค้ารับรู้ได้ว่า สิ่งที่เราทำนั้นดีจริงๆ อย่างที่เราพูด ?
เราจะต้องรับรู้ได้ด้วยตัวเองจริงๆ ก่อน
ว่าสิ่งนั้นดีจริงๆ คือเราต้องคิดว่าเราเป็นบ้านของเราจริงๆ เราทำออกมาด้วยความรู้สึกของเรา
การที่เรารู้สึกอย่างนั้นจริงๆ เวลาสื่อสารก็จะทำให้สื่อสารกับลูกค้าได้ดีขึ้น
เขาเข้าใจเรามากขึ้น แต่บางทีอาจจะมีวิถีชีวิตไม่เหมือนกับลูกค้า
ซึ่งในส่วนนี้เราก็จะต้องขยายความเข้าใจและซึมซับ ลักษณะของลูกค้าให้ได้ก่อน
และส่วนตัวพี่อาทิริน
มีวิธีการพูดโน้มน้าวลูกค้าอย่างไรครับ ?
การโน้มน้าวลูกค้า
พี่จะให้รูปทัศนียภาพสื่อความเข้าใจกับลูกค้า ทำให้เขาเห็นภาพให้ชัดที่สุด
บางทีอาจจะไม่ใช่เพียงทัศนียภาพ แต่จะมีในส่วนของภาพของแนวความคิดเพื่อ
ปรับความเข้าใจและโน้มน้าวให้ลูกค้าเข้าใจเราได้ง่ายขึ้นในการเริ่มต้นคุยกัน
แต่บางทีการสื่อสารก็ต้องใช้ประสบการณ์เนื่องจากอาชีพของเราเป็นอาชีพที่ต้องทำให้สิ่งที่อยู่ในกระดาษออกมาเป็นของจริงๆ
ซึ่งต้องใช้ระยะเวลา ในส่วนของหุ่นจำลองก็ช่วยนะ
พี่อาทิริน คิดว่าหุ่นจำลองเป็นส่วนหลักหรือเปล่าครับ ?
ไม่นะ ทุกๆ อย่างจะต้องรวมกัน
หุ่นจำลองจะสำคัญสำหรับการศึกษาของสถาปนิกมากกว่า อย่างที่บริษัทดวงฤทธิ์
นี้ถ้ามีน้องๆ มาสมัครงานก็จะให้ตัดหุ่นจำลอง บันไดหรือราวกันตก 1:1,อย่างอาคารก็เป็น 1:10 เพื่อให้ศึกษาและรู้ขนาดของสิ่งที่เราออกแบบจริงๆ
ว่าเมื่อทำออกมาแล้วมันจะสวยจริงหรือเปล่า
หรือรายละเอียดในอาคารบางอย่างที่มีผลกับ พื้นที่ในอาคารอย่าง เสา คาน
ที่ส่งผลต่อความรู้สึกในการอาศัยในอาคาร
ในส่วนของข้อคิดในการทำงาน พี่อาทิรินมีข้อคิดอย่างไรครับ
?
ต้องอดทน ก็เหมือนกับตอนเรียนนะ เมื่อเราอดทนทำงาน
เราก็จะได้ผลตอบแทนเป็นช่วงเวลาที่ งานเสร็จออกมาเป็นรูปร่าง
ได้สร้างจริง ช่วงเวลานั้นก็เป็นช่วงเวลาปลื้มปิติที่สุด
(แต่ใน 2 ปีก็จะมีแค่ 1 วันนะ หัวเราะ) และหลังจากนั้น พื้นแตก น้ำรั่ว ไฟดับ
เราจะต้องรับโทรศัพท์
เพราะเราไม่ได้ทำเพียงออกแบบอาคารแต่ต้องรวมในเรื่องงานระบบเข้าด้วยกัน น้ำ ไฟ
โครงสร้าง ซึ่งก่อนจะสร้างเราก็ต้องรู้ และสามารถให้คำปรึกษากับลูกค้าได้
ว่าไปดูในส่วนไหน ที่ไหน
อีกอย่างคือจะต้องหาความรู้ ไม่ใช่ว่าตามกระแส
แต่ต้องรู้ว่าโลกไปถึงไหนแล้ว วัสดุมีอะไรใหม่ๆ บ้าง เทคโนโลยีมีอะไรใหม่ๆ บ้าง
จะช่วยให้เป็นเครื่องมือในการออกแบบให้กับเราได้ แนวคิดในการออกแบบสำหรับสถาปนิก
ก็มีสิ่งใหม่ๆ อยู่บ้างเป็นทฤษฏีบ้าง จะเชื่อไหม หรือไม่เชื่อ จะนำไปใช้อย่างไรดี
ต้องมีความรับผิดชอบ สมมติเป็นงานสาธารณะ
ลูกค้าอาจจะกู้เงินมา ซึ่งจะมีในส่วนของดอกเบี้ย
เราจึงต้องวางแผนล่วงหน้าเพื่อให้ลูกค้าทราบและทำตามขั้นตอนได้อย่างราบรื่น
หรือสัญญาว่าจะส่งวันนี้ ก็ต้องมีงานส่งวันนี้ ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็ต้องบอกล่วงหน้า
ส่วนตัวพี่อาทิรินมีปัญหาดังกล่าวไหมครับ ?
ก็ไม่มีนะ
เพราะว่าถ้าอยู่ในรูปของบริษัท
จะต้องควบคุมให้อยู่ในตารางเวลาให้ได้
แล้วพี่อาทิรินมีความคิดเห็นอย่างไรกับจรรยาบรรณวิชาชีพครับ
?
ก็เป็นสิ่งที่ทำให้อาชีพเราเป็นที่น่าเชื่อถือ
เพราะก็มีลูกค้าบางคนที่โดนหลอกว่าจะทำให้ หรือส่งงานแต่ไม่มีงาน
ก็คล้ายๆกับเราไปหาหมอ แล้วให้ยาผิด หมอไม่ใส่ใจ เราก็กลัว
ลูกค้าก็กลัวคนที่ไม่มีจรรยาบรรณ เราก็ต้องไม่ทำเพียงเพื่อตัวเรา แต่ต้องเพื่อทุกๆ
คนในอาชีพเดียวกัน
พี่อาทิริน มีความคิดเห็นอย่างไรกับ การออกแบบอาคาร 300 ตารางเมตรแล้วไม่ต้องมีสถาปนิกเซ็นแบบ ครับ ?
ถ้าเขาเห็นคุณค่าของเรา เขาก็จะเดินเข้ามาหาเราเอง
ถ้าเขาคิดว่าเขาสามารถทำให้อาคารของเขาตอบสนองการใช้งานและความงามของเขาได้
ก็ไม่จำเป็นต้องมาหาเรา พี่ว่ามันก็ดีนะ ช่วยทำให้คนที่ไม่ต้องการเรา
ก็ไม่ต้องเดินเข้ามา ซึ่งกฎหมายประกอบอาคารบางส่วนก็ควบคุมอาคารบางส่วนไว้แล้ว
แล้วพี่อาทิริน
มีความคิดเห็นอย่างไรกับกฎหมายเพื่อสิ่งแวดล้อม ครับ ?
เราก็ควรใส่ใจธรรมชาติมากขึ้น เพราะโลกเราก็ร้อนขึ้นทุกๆ
วัน ควรจะใส่ใจในสิ่งที่ควรจะใส่ใจ ซึ่งบางครั้งก็ยาก ใช้ทรัยากรให้คุ้มค่าที่สุด
ไม่ใช่ว่าใช้ให้น้อยแต่ใช้ให้เต็มศักยภาพของมันมากที่สุด
งานของพี่อาทิริน
มีแนวการออกแบบอย่างไรเพื่อสิ่งแวดล้อมบ้างครับ ?
งานของเรา มักจะดูบริบทของอาคาร เช่นไม่ตัดต้นไม้เก่า
ในส่วนที่ระบายอากาศได้ ก็ไม่ต้องใช้เครื่องปรับอาคาร อาคารที่จำเป็นต้องใช้ไม้
ก็จะใช้ไม้ที่เป็นป่าปลูก เลือกใช้วัสดุที่ปลูกทดแทนกันได้
พี่อาทิรินคิดว่า น้องๆ สถาปนิกรุ่นใหม่ๆ จากลาดกระบัง
ควรปรับปรุงด้านใดบ้างครับ ?
น้องๆ ลาดกระบังดีนะ ไม่ต้องปรับปรุงอะไรเลย
(หัวเราะ :) ) แต่โดยรวมก็มีเรื่องของสมาธิและความอดทน
ที่จะมีในส่วนของเทคโนโลยี เข้ามาแทรกทำให้สมาธิในการทำงานมีน้อยลง
การใส่ใจในงานถูกแบ่งปันไปให้กิจกรรมอื่นในช่วงเวลาหนึ่งๆ มันก็จะไม่จดจ่อกับงาน
มันก็หลุดออกไป หลุดก็คือรายละเอียดบางอย่างในการออกแบบก็หายไป
ซึ่งในปัจจุบันอะไรๆ ก็เร็วไปหมด ทำให้สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ตกหล่นไป
ผมอยากทราบบรรยากาศสมัยก่อน
ขณะที่พี่อาทิรินยังเรียนอยู่ที่ลาดกระบัง หน่อยนะครับ
ในห้องพี่มี 47 คน พี่รหัส 36 เนื่องจากคนน้อย รุ่นพี่
รุ่นน้องรู้จักกันหมด มีการสอนเทคนิคกันรุ่นต่อรุ่น
การศึกษานอกเหนือจากอาจารย์ก็จะได้จากรุ่นพี่เป็นส่วนใหญ่ สมัยนั้นยังไม่มี
แอร์พอต์ทลิ้งค์ รถตู้ก็ไม่มี รถประจำทางก็มีบ้าง
ส่วนใหญ่ก็เป็นรถไฟ และอยู่หอ อยู่ในห้องจัดนิทรรศการเก่า อยู่กัน 4 ปี ทำให้รู้จักกันหมด บรรยากาศอบอุ่นกว่า เนื่องจากในช่วงปีใหม่ได้กลับมา
ก็เจอตึกใหม่(อาคารบูรณาการ) ก็รู้สึกกว้างขวาง รู้สึกหากันไม่ค่อยเจอ
ซึ่งต่างกับแต่ก่อน
พี่อาทิรินได้อยู่สตูฯ ไหมครับ ในช่วงของการทำวิทยานิพนธ์
?
พี่ก็อาศัยอยู่เป็นบ้านไปเลย กางมุ้งนอน
เพื่อนๆสักครึ่งก็ อาศัยการเดินทางกลับบ้าน แต่ก่อนเพื่อนๆ
ที่มีชื่อขึ้นต้นด้วยอักษรเดียวกันก็อยู่กลุ่มเดียวกัน ตั้งแต่ ปี 1-5 เลย แต่ก็เป็นข้อเสียนะ ทำให้ไม่ได้จับกลุ่มกับเพื่อนคนอื่นๆ
ในตอนที่พี่อาทิรินเรียนอยู่ มีการอดหลับอดนอนบ้างไหมครับ และมีวิธีดูแลรักษาตัวเองอย่างไรครับ ?
(หัวเราะ) มีนะ แต่ว่าตอนนั้นเด็กๆ อดหลับ อดนอน แต่พอได้นอนก็กลับมาซ่าเหมือนเดิม ตอนเด็กๆ แรงมันเหลือนะ ยิ่งช่วงส่งงาน ก็ไม่ได้นอนเต็มๆ 2 วันแต่ก็มีแอบนอน 2-3 ชั่วโมง แต่พอได้พักก็มีแรงกลับมาเหมือนเดิม (หัวเราะ) แต่ให้ดีก็ควรบริหารเวลา
การทำแบบส่งให้สม่ำเสมอ ให้อาจารย์ช่วยตบแบบให้ แล้วแบ่งงานช่วงแรก-ช่วงหลัง ให้พอดีๆ ก็จะไม่ต้องอดนอน ... แต่ออกมาทำงานก็ยังต้องอดนอนนะ ! ในช่วงก่อนส่งงานให้ลูกค้า น้องๆ ในบริษัทก็ยังต้องอดนอน
สุดท้ายนี้ขอขอบคุณพี่จิ๊บ อาทิริน พิริภัณฑ์ มากๆ
ครับที่เสียสละเวลา ให้น้องคนนี้ได้สัมภาษณ์ รับความรู้ ประสบการณ์ และความอบอุ่น
ที่ไม่สามารถหาได้จากห้องเรียน :)
สัมภาษณ์โดย
นายกิตติพศ ประสารศิวมัย 52020006









